ปลูกผม

ปลูกผม

แบบยอดนิยม

ภาพก่อน - หลัง

รักษาผมบาง ศีรษะเถิกด้วยการปลูกผม FUE ที่พีเมดคลินิก

หนึ่งในปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองจนหมดความมั่นใจ นั่นก็คือปัญหาผมร่วง ผมบาง โดยสาเหตุหลักๆ ที่เกิดภาวะนี้นั่นก็คือเรื่องของ ฮอร์โมน, พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เส้นผมมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เล็กลงเรื่อยๆ และทำให้เส้นผมหลุดร่วงตามวัย และอัตราการเกิดเส้นผมใหม่นั้นช้าลง หรืออาจจะไม่มีการเกิดขึ้นเลย ซึ่งที่พีเมดคลินิกนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ด้วยเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE (Follicular Unit Extraction)

Doctor’s Message

จริงๆ แล้วการรักษาปัญหาผมร่วง ผมบางนั้นมีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี และสามารถทำควบคู่กันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผม FUE, การกระตุ้นการเกิดเส้นผมใหม่ด้วยการฉีด PRP, การใช้เลเซอร์ Low Level Laser Therapy และการใช้ยาทา Minoxidil ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ที่พีเมดคลินิกเรามีการให้บริการ และสามารถทำควบคู่กันได้ทุกบริการ ทั้งนี้สามารถเข้ามาปรึกษากับทางทีมแพทย์ก่อนได้ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

ปลูกผม FUE คืออะไร?

การปลูกผม FUE (Follicular Unit Extraction) ก็คือเทคนิคการย้ายเส้นผมตั้งแต่รากผม โดยจะเลือกนำเอาเส้นผมที่มีความแข็งแรงที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นผมบริเวณด้านหลังศีรษะที่มีความหนาแน่นมาก มาปลูกในบริเวณที่มีปัญหา เพื่อทำให้บริเวณนั้นมีการเกิดของเส้นผมใหม่ และทำให้เส้นผมมีความหนาแน่นมากขึ้น

โดยเทคนิคการปลูกผมนี้นั้น แพทย์จะเริ่มจากการโกนผมบริเวณจุดที่ต้องการนำมาใช้ และจะทำการฉีดยาชาไปรอบๆ บริเวณศีรษะ ก่อนที่จะใช้อุปกรณ์ชนิดพิเศษ ทำการเอากอผมมาแบบกอต่อกอ และนำไปปลูกในบริเวณที่เป็นปัญหา ซึ่งการปลูกผมแบบ FUE นี้ อาจจะใช้เวลาในการทำอยู่ที่ 4-8 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟที่เราจะปลูกผมขึ้นมาใหม่นั่นเอง

หลังจากที่ทำการผ่าตัดปลูกผม FUE ไปแล้วนั้น อาจจะมีผลข้างเคียงก็คือ มีอาการเจ็บหนังศีรษะซึ่งเป็นอาการปกติ และอาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่ 2-5 วันหลังผ่าตัดถึงจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หลังจากที่ปลูกผมไปแล้วช่วง 2-3 อาทิตย์ ผมที่ปลูกนั้นจะค่อยๆ ร่วง และร่างกายจะทำการสร้างเส้นผมใหม่ขึ้นมา ซึ่งผมจะงอกขึ้นมาใหม่อยู่ที่อัตราประมาณ 60% หลังจากที่ทำไปแล้วในช่วง 6-9 เดือน แต่ถ้ามีการเข้ารับบริการฉีด PRP และใช้ยา Minoxidil ร่วมด้วย ก็จะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนมากขึ้น

ภาพสาธิตการปลูกผม FUE

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการปลูกผม FUE

  • พักผ่อนให้เพียงพอก่อนเข้ารับการบริการ
  • สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการป่วยแทรกซ้อน
  • งดสูบบุหรี่ และแอลกอฮอลล์ทุกชนิดก่อนเข้ารับบริการอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • งดรับประทานยากลุ่ม Aspirin และวิตามิน อาหารเสริม ยาลดน้ำหนักทุกชนิดก่อนรับบริการอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • แจ้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้รับประทานอยู่เป็นประจำให้ทีมแพทย์ทราบ

ข้อควรปฏิบัติหลังการปลูกผมเทคนิค FUE

  • ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และงดกลุ่มยา แอสไพริน 1 สัปดาห์
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ 2-3 วัน หลังผ่าตัด
  • ทานอาหารและทำกิจวัตรประจำวันที่ไม่หักโหมได้ตามปกติ
  • ควรนอนยกหัวสูง 30 องศา หรือหนุนหมอน 2-3 ใบ เพื่อลดอาการบวมในสัปดาห์แรก และใช้หมอนเล็ก รองต้นคอ เพื่อลดแรงกดที่แผลบริเวณท้ายทอย
  • ควรสวมหมวก เวลาออกจากที่พัก เพื่อป้องกันแสงแดดและฝุ่นควัน 2 สัปดาห์ แต่หากอยู่ในที่พักไม่ต้องโพกศีรษะ
  • งดออกกำลังกาย และยกของหนัก 1 สัปดาห์ งดซาวน่า 1 เดือน
  • ไม่ควรแกะเกาบริเวณสะเก็ดและกราฟผม เพราะจะทำให้กราฟหลุด และอาจติดเชื้อได้
  • สะเก็ดบริเวณกราฟผม จะทยอยหลุดออก ภายใน 1-2 สัปดาห์
  • สามารถล้างกราฟและสระผมเองที่บ้านได้ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำที่ทางคลินิกจัดไว้ให้
  • ด้วยเทคนิค FUE ที่ทันสมัยไม่ต้องผ่าตัด แผลขนาดเท่ารูเข็มและจะปิดได้เองใน 3 วัน

คำถามยอดฮิต

  • Q. การรักษามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด

    A. มีความปลอดภัย เนื่องจากเครื่องที่ใช้ในการรักษาได้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (FDA) ทั้งของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย

  • Q. จะทราบได้อย่างไรว่ามีสารโลหะหนักตกค้างภายในร่างกาย

    A. โดยการตรวจที่เรียกว่า Live Blood Analysis ซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นในการดูภาวะเม็ดเลือด และการปะปนของโลหะหนักในเลือด โดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว 1 หยด แล้วนำมาส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง แล้วส่งภาพผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

  • Q. ถ้าทำคีเลชั่นบ่อยๆ จะมีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่

    A. ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ยกเว้นในผู้ที่มีภาวะไตวายถือเป็นข้อห้ามในการทำ อย่างไรก็ตาม การทำคีเลชั่นควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น